HOTLINE : 085-22-77-909
Knowledge Center

 

การบำบัดโรค ALS (Amyotrophic lateral sclerosis) ด้วย autologous stem cell

 

มนตรี โตโส (วท.บ.)

 

มือของแม่ไม่ค่อยจะมีแรง หยิบจับอะไรก็ไม่ค่อยอยู่ ต่อจากนั้นสักพักแม่ก็เดินไม่ค่อยไหว ได้แต่นั่งหน้ายิ้ม อยู่บนรถเข็น กะทิไม่ค่อยจะรู้อะไรมากนัก รู้เพียงว่า แม่เป็นโรค ลู เกร์ลิกหรือ  ALS ชื่อที่ว่ามันแปลกแล้ว แต่มันกลับทำให้ แม่ของกระทิ ดูแปลกต่างไปมากกว่า  หากท่านใดมีโอกาสได้สัมผัสกับบทประพันธ์ที่ได้รับรางวัลซีไรท์ ความสุขของกระทิ อาจจะคุ้นกับอาการของโรคนี้ไม่มากก็น้อย หรือใครได้ติดตามข่าวการเสียชีวิตของ  ร.ต.อ.พเยาว์ พูนธรัตน์ วีรบุรุษนักกีฬาโอลิมปิคคนแรกของไทย ที่ได้จากไปก็เนื่องจากป่วยด้วยโรคALS นี้เช่นกัน  ไม่แปลกนักที่โรคALS จะไม่คุ้นหูหรือเป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก ว่ามันคือโรคอะไรกัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า โรคดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยมากนัก

 

โรค ALS หรือโรค Amyotrophic lateral sclerosis หรือโรค ลู เกร์ลิก(มาจากชื่อของนักกีฬาเบสบอล ผู้ป่วยด้วยโรคนี้คนแรก) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทำงานขอกล้ามเนื้อ บริเวณแกนสมอง และไขสันหลัง  อาการของ ผู้ป่วยโรคALS คืออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งที่ต้นแขน , มือ  หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกเมื่อยล้า  ยกแขนไม่ขึ้น  หยิบจับของเล็กๆไม่ถนัด ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดโดยไม่พบสาเหตุ  ก่อนหน้าจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นเวลานาน   ผู้ป่วยอาจมีอาการกลืนลำบาก  สำลักง่าย หรือพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ  ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรง มีลักษณะฝ่อลีบ และกล้ามเนื้อหลายตำแหน่งอาจเต้นพลิ้วเป็นระยะตลอดวัน  ผู้ป่วยยังสามารถกลอกตาไปมา  และควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ จึงกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้  ผู้ป่วยจะไม่มีอาการชา  และมีสติสัมปชัญญะดีตลอดระยะเวลาที่เป็นโรคนี้

 

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ลำบากขึ้น ในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะสำลัก กลืนอาหารและน้ำไม่ได้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ผู้ป่วยโรคALS จะเสียชีวิตจาก ระบบการหายใจล้มเหลว  เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ทำงาน หรือจากการติดเชื้อในปอดเนื่องจากสำลักอาหารและน้ำ  ระยะเวลาโดยเฉลี่ย ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเสียชีวิต อาจกินเวลาตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี  อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคสั้นหรือยาวกว่านี้ได้  ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วได้แก่  ผู้ป่วยเพศหญิง เริ่มเป็นโรคเมื่ออายุมาก หรือมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย  และพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ

 

โรคALS พบน้อยมาก โดยพบได้เพียง 4 ถึง 6 ต่อประชากร 100,000 คน และโอกาสที่จะพบผู้ป่วยรายใหม่มีเพียง 1.5 ถึง 2.5 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นกับผู้ใหญ่วัยใดก็ได้ แต่จะพบบ่อยขึ้นตามอายุ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 65 ปี โดยมักเป็นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

 

สำหรับสาเหตุการเกิดโรค ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคALS เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ป่วยราวร้อยละ 5  (โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อย) อาจมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว  สิ่งแวดล้อมหรือสารพิษบางชนิด อาจมีผลกับการเกิดโรคนี้ เนื่องจากพบว่าในบางพื้นที่ของโลก เช่นที่เกาะกวม พบโรคนี้มากกว่าที่อื่น นอกจากนั้นการศึกษาทางระบาดวิทยายังพบว่า นักกีฬาบางประเภท  โดยเฉพาะนักฟุตบอลอาชีพมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป  ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของโรคนี้อาจเกิดจาก กลไกภูมิคุ้มกันต่อตนเองผิดปกติ (Autoimmune disorder)  หรือเกิดจากกลไกอนุมูลอิสระ (Free radicals) ทำลายเซลล์ประสาทของตนเอง  ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลังเกิดจากสารสื่อนำกระแสประสาท (neurotransmitter) ที่เรียกว่ากลูตาเมต (glutamate)  กระตุ้นให้เกิดการทำลายเซลล์

 

แนวทางการรักษาโรคในปัจจุบันวิธีรักษาที่มีอยู่ คือ การให้ยาไรลูโซน Riluzole ซึ่งเป็นยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต้านสารกลูตาเมต เรียกว่า Glutamate pathway antagonist ชื่อการค้าคือ Rilutek ขนาดที่ใช้ 50 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 ครั้ง อย่างไรก็ตามยานี้มีราคาแพงมาก และใช้ได้แค่ยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปประมาณ 3-6 เดือนเท่านั้น  ยาอื่นที่มีการนำมาใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ creatine, human recombinant IGF-1 และ ciliary neurotrophic factor (CNTF) ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  ขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเกร็งกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง อาจพิจารณาใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น baclofen และ tizanidine

ปัจจุบันได้มีความพยายามรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก คือการใช้เซลล์ต้นกำเนิด ในการบำบัดรักษา ซึ่งได้มีการค้นคว้าวิจัยขึ้นในหลายประเทศด้วยกัน

งานวิจัยของ Haluk Deda* และคณะจากมหาวิทยาลัย Marmara ประเทศตุรกี ได้ทำการศึกษา โดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดแบบautologous ในผู้ป่วยโรค ALS โดยในการศึกษาครั้งนี้ ได้คัดเลือกผู้ป่วย ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็น ALS และมีการรักษาด้วยการรักษาปัจจุบันเต็มที่แล้ว รวมไปถึงมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่พบโรคแทรกซ้อน หลังจากนั้น ทำการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากBone marrow และทำการคัดแยกให้เหลือเฉพาะ Mononuclear cells (MNC) เพื่อที่จะนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป ในส่วนของการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดกลับเข้าไปในร่างการของผู้ป่วย ทำการฉีดกลับ สามตำแหน่งด้วยกัน คือ ฉีดเข้าในไขสันหลังโดยตรง, ฉีดเข้าบริเวณช่องน้ำเลี้ยงสมองที่เรียกว่าsubarachnoid space และ ฉีดเข้าทางเส้นเลือด แล้วติดตามผลตลอดระยะเวลา 1 ปี พบว่า ภายในหกเดือนแรก ผู้ป่วยอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สองคน และภายในหนึ่งปี อาการของผู้ป่วยทั้งหมดดีขึ้นตามลำดับ โดยมีการยืนยันจากการตรวจด้วย เครื่องElectroneuromyography  (ENMG)อย่างไรก็ตามยังมีผู้ป่วยเสียชีวิตสามคน เนื่องจากผลของโรคติดเชื้อในปอดและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด  จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า การรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดสำหรับ โรคALS มีโอกาสที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยได้ในอนาคต

 

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ คณะแพทย์ จากเม็กซิโก โดยการนำของ Dr. Hector R. Martinez **

ทำการศึกษา การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดลงในสมองส่วนหน้า (Frontal motor cortex)ในผู้ป่วยโรค ALS โดยในการคัดเลือกผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการครั้งนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มศึกษาการใช้เซลล์ต้นกำเนิดและกลุ่มควบคุม(ไม่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิด) ทั้งหมดได้รับการตรวจด้วยเครื่อง MRI รวมทั้งการรวบรวม ALS functional ratting score ทั้งก่อนเริ่มและหลังการศึกษาเพื่อทำการเปรียบเทียบ   กลุ่มศึกษาได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากกระแสโลหิต โดยการฉีด 300  ug ของ filgrastim เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดถูกสร้างขึ้นและออกมาอยู่ในกระแสโลหิต เป็นเวลาสามวัน  หลังจากนั้นทำการเก็บเอาเซลล์ต้นกำเนิด (Peripheral blood mononuclear cell) โดยเครื่อง leukapheresis   แล้วทำการคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิด(CD133+ )ไปทำการเพิ่มจำนวนให้ได้ตามที่ต้องการ ขั้นตอนเตรียมการฉีดกลับ ทำโดยนำเซลล์ต้นกำเนิดไปผสมรวมกับ cerebrospinal fluid (CSF) ที่ได้จากผู้ป่วยคนนั้นๆ จากนั้นทำการฉีดกลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย บริเวณของสมองส่วนหน้า (Frontal motor cortex) แล้วติดตามผลเป็นระยะเวลา 1 ปี  ผลเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม(ไม่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิด)  พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับเซลล์ต้นกำเนิด จะมีอัตราการรอดชีวิต สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิด

 

            นั่นแสดงให้เห็นว่าความพยายามในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก ที่ใช้เซลล์ต้นกำเนิด เป็นอีกหนทางอีกหนึ่งความหวัง ที่นับรอวันได้มีโอกาสนำมาใช้ในการรักษาโรคALSได้ อย่างจริงจัง

Reference:

* H Deda ,MC Inci ,AE Kurekci ,et al. Treatment of amyotrophic lateral sclerosis patients by autologous bone marrow – dervived hematopoietic stem cell transplantation : a 1-year follow-up .Cytotherapy .2009;11:18-25.

**Hector R . Martinez , Maria T. Gonsalez Garza , et al. Stem cell transplantation into the frontal motor cortex in amyotrophic lateral sclerosis patients. Cytotherapy .2009;11:26-34.

http://www.bangkokhealth.com/

 http://www.thonburihospital.com/

 

 

 

 

www.greaterpharma.com www.biotec.or.th www.nstda.or.th www.redcross.or.th